เมื่อฟ้ารอพบจันทร์ นวนิยายรักวันฝนพรำในพรมแดนของความรัก

เมื่อฟ้ารอพบจันทร์ คือผลงานเล่มล่าสุดของ งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้เคยฝากผลงานพาซึ้งระดับปรากฏการณ์อย่าง ความสุขของกะทิ ในการกลับมาครั้งนี้ งามพรรณมาพร้อมนวนิยายเล่มใหม่ เป็นนวนิยายรักเรียกน้ำตา พาให้หัวใจสั่นไหว แต่ไม่เพียงเรื่องรักใคร่เท่านั้น ในเล่มยังมีการสอดแทรกประเด็นสังคมปัจจุบันอย่างเข้มข้นทันยุคทันสมัยสมกับที่แฟนคลับรอคอย

ใน เมื่อฟ้ารอพบจันทร์ เล่าชะตากรรมชีวิตของ แหวนพลอย แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองที่ยังชีพด้วยการรับนวดตามบ้าน เธอกำลังประสบปัญหาทางการเงิน จนวันหนึ่งจึงได้ไปนวดให้กับ ปนัตถ์

เศรษฐีชราผู้เสียการเดินไปด้วยอาการ Stroke หรือ โรคหลอดเลือดในสมอง และการพบกันครั้งนี้เองที่เป็นที่มาของเรื่องรักที่มีขอบเขตมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็น ขอบเขตของเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ เพศสภาพ ไม่ต่างจากขอบเขตที่กั้นท้องฟ้าให้ออกห่างจากดวงจันทร์

งามพรรณ เวชชาชีวะ

สายฝนทำให้การพูดคุยทำความรู้จักอย่างจริงจังของ แหวนพลอย และ ปนัตถ์ เกิดขึ้น วันฝนพรำนี่เองที่ทำให้แหวนพลอยไม่สามารถเดินทางไปนวดลูกค้าคนต่อไปได้จนต้องหลบฝนอยู่ในบ้านของปนัตถ์ ด้วยฐานะเศรษฐีชราที่มีเวลามากมาย เขาจึงชวนหมอนวดที่ดูเหมือนอยากรีบออกไปนวดลูกค้าคนต่อๆ ไป เพื่อหาเงินมาส่งลูกเรียน นั่งคุย แลกเรื่องเล่าเกี่ยวกับสายฝนในความทรงจำ

สายฝนพรำในความทรงจำของปนัตถ์เกิดขึ้นในคืนหนึ่ง เมื่อตลาดรับซื้อพืชผลการเกษตรของตาไฟไหม้ แม้ชาวตลาดช่วยกันดับแต่เพลิงก็ยังโหมไหม้อยู่จนกระทั่งสายฝนโปรยจากฟ้ามาช่วยไว้ เมื่อไฟมอดลง ผลกระทบที่ตามมาคือความสิ้นเนื้อประดาตัว ตาของปนัตถ์จึงสั่งให้คนงานของตนตั้งโรงทาน แจกอาหารและผ้าห่ม ปนัตถ์ในวัยเด็กจึงมีหน้าที่ช่วยแจกผ้าห่มให้กับผู้ที่เสียทรัพย์สินหลังถูกเพลิงไหม้ ความทรงจำครั้งนั้นทำให้ปนัตถ์เติบโตมาด้วยอุดมการณ์การอยากช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ทุกข์ยากรวมถึงช่วยเหลือผู้อพยพในต่างประเทศ

ส่วนสายฝนของแหวนพลอยต่างกันโดยสิ้นเชิง ในวันฝนเทกระหน่ำแหวนพลอยจูงลูกกำลังจะไปงานแต่งงานของ คมกฤช อดีตคนรักที่เพิ่งทิ้งแหวนพลอยไปคบหากับลูกสาวนักธุรกิจผู้ร่ำรวย คมกฤชผู้ทะเยอทะยานไม่เพียงทิ้งแหวนพลอย แต่เขายังใช้ข้ออ้างทางกฏหมายเอาเงินของแหวนพลอยไป จากที่เคยมีเงินเก็บหลักสิบล้านจากมรดกก็เหลือไว้เพียงหลักแสน คมกฤชเอาเงินของแหวนพลอยไปฟอกตัวให้ดูมีฐานะสูงขึ้นจนสามารถคบหากับลูกสาวนักธุรกิจได้และลงเอยด้วยการแต่งงาน ด้วยสายฝนกระหน่ำนี้เองทำให้แหวนพลอยกับลูกทั้งสองไปไม่ถึงงานแต่งของคมกฤช แถมลูกทั้งสองยังต้องเป็นไข้จากการตากฝน แหวนพลอยจึงเสียใจแล้วเสียใจอีก ทั้งจากการเจ็บใจในฐานะคนถูกทิ้ง และฐานะแม่ที่พาลูกไปลำบาก

สายฝนในความทรงจำของทั้งแหวนพลอยและปนัตถ์ช่างแตกต่างที่ผลักให้คนหนึ่งเป็นนักบุญแจกเงิน แต่อีกคนต้องกลายเป็นหมอนวดตระเวนหาเงินตามบ้านต่างๆ นวนิยายเรื่องนี้จึงไม่ได้เปิดฉากหวานซึ้งดั่งชื่อเรื่อง กลับกัน งามพรรณได้ซ่อนมุมวิพากษ์สถานะทางสังคมของตัวละครต่างๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และการกระทำต่อกันในหลายมิติ เข้มข้น มีรสชาติ ชวนคิดถึงสังคมในปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน และสะกิดใจให้ชวนนึกคิดต่อว่า ที่ผ่านมาสายฝนของเราเป็นอย่างไร ความทรงจำแบบไหนที่สร้างเรา และสายฝนแบบไหนกันนะที่ส่งให้เราเป็นเราในทุกวันนี้

เส้นขอบฟ้าของพรมแดน

“ถ้าไม่ป่วยก็คงไม่อยู่เมืองไทยร้อก” ประโยคซุบซิบจากคนสวนในบ้านกล่าวถึงปนัตถ์

ในนวนิยายเรื่องนี้มีการเอ่ยเปรียบเทียบถึงกระแสสังคมในประเทศไทยปัจจุบันหลายเรื่อง เช่น ฝุ่นจิ๋ว กฎหมายที่ดิน มุมมองต่อผู้อพยพ ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การยอมรับความหลากหลายทางเพศ หลายประเด็นในนี้ยังคงถูกสุม ซ่อน ซุบซิบอยู่ในสังคมไทยไม่น้อย แต่ก็มีหนึ่งในประเด็นที่มีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดี อย่างการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ

นวนิยายแตะประเด็นนี้ผ่านตัวละครปนัตถ์ ที่พอเขาได้มาสนิทกับแหวนพลอยแล้วก็ได้เล่าเรื่องความรักของตนเองให้ฟัง เป็นเรื่องรักที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 70 เมื่อครั้งที่ปนัตถ์ได้ไปทำงานสังเกตการณ์กรณีผู้ลี้ภัยที่สวิตเซอร์แลนด์ ครั้งนั้นทำให้เขาได้รู้จักกับเอริก และตกหลุมรักเข้าอย่างเต็มเปา แต่ด้วยยุคนั้นสังคมแทบไม่พูดถึงความความหลากหลายทางเพศ ทำให้ความรักของปนัตถ์ไม่สามารถเกิดขึ้น 

หลายสิบปีผ่านมาเมื่อเจอแหวนพลอยในปัจจุบันที่เขาชราขึ้น เขาจึงขอให้แหวนพลอยช่วยตามหาเอริกจนสุดท้ายปนัตถ์ก็สมดั่งหวังได้พบกับเอริกในปัจจุบัน และตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่บ้านของเอริกที่ต่างประเทศในช่วงบั้นปลายของชีวิตที่เขาเจ็บป่วยเต็มทีกับฝุ่นละอองจิ๋วที่กำลังครองเมืองไทย

“มนุษยชาติ คุณเคยได้ยินคำนี้สินะ มนุษยชาติเพื่อนร่วมโลกกับเรา ไร้พรมแดนนะ” 

พรมแดนของปนัตถ์ไม่เพียงสื่อถึงพื้นที่ แต่ยังมีความหมายไปถึงข้อจำกัดทางความรักที่สังคมกำหนดให้เพศสภาพเป็นกำแพงกั้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาอยากเชื่อมโยงพรมแดนเพื่อเปิดกว้างความเป็นมนุษย์ออกไปให้ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรหรือรสนิยมทางเพศอย่างไร ประเด็นร่วมสมัยเช่นนี้จึงทำให้เมื่อฟ้ารอพบจันทร์มีความน่าสนใจน่าคิดต่อถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดชนชาติ ข้ามขอบฟ้าของเพศสภาพ หลังเส้นแบ่งนั้นเราอาจมองเห็นสิ่งเดียวกันนั้นคือเพื่อนร่วมโลกตามคำกล่าวของปนัตถ์

เมื่อความสัมพันธ์ที่เป็นดั่งฝันร้าย

หลังจากได้ฟังชีวิตทรหดของแหวนพลอย ไม่ว่าจะความเดือดร้อนในด้านการเงิน การทำงานหลายงานพร้อมกันจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ความผิดหวังในความรัก ปนัตถ์จึงยินดีให้ความช่วยเหลือแหวนพลอยด้วยการแนะนำ ตะวัน ชายหนุ่มฐานะดีให้รู้จักกัน ตะวันจึงมาทำหน้าที่เสริมส่วนที่ขาดบางส่วนในชีวิตของแหวนพลอย เช่น เมื่อลูกแหวนพลอยอยากเลี้ยงแมว ตะวันก็หาแมวพันธุ์ดีมาให้ พร้อมเป็นเพื่อนเล่นกับลูกทั้งสอง คิดไปได้ว่าตะวันคงหลงรักแหวนพลอยอย่างแน่นอน แต่ลึกๆ เขาก็มีปมใหญ่ด้านความสัมพันธ์จากอดีตไม่แพ้ตัวละครอื่น

ในอดีตของตะวันเคยหลงใหลลูกพี่ลูกน้องของตน แต่ความสัมพันธ์ไม่คืบหน้า ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นไปมีแฟนหนุ่มและต่อมาก็ถูกแฟนหนุ่มทิ้งไปแต่งงานใหม่ทั้งที่สร้างเรือนหอกันแล้ว เมื่อตะวันได้เห็นเรื่องนี้เขาถึงกับกลัวความสัมพันธ์ของการเป็นคนรัก เขาไม่ได้รักกับลูกพี่ลูกน้อง ซ้ำร้ายคนที่เขารักก็ถูกทะลายหัวใจ ความรักจึงน่ากลัวสำหรับตะวัน แม้เมื่อรู้จักแหวนพลอยแล้ว หลายครั้งตะวันเหมือนจะตกหลุมรักเธอแต่เขาก็อดกลัวไม่ได้ว่า การเป็นคนรักเมื่อเลิกราอาจทำให้ใจสลาย เขาจึงพร้อมอยู่แบบเพื่อน (สนิท) อย่างมีความสัมพันธ์เรื่อยๆ แต่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปมากกว่า ส่วนความสัมพันธ์ของแหวนพลอยที่เคยใจสลายไปแล้วก็ยังไม่พร้อมมีใคร จึงดูเหมือนจะลงตัวกับตะวันผู้กลัวใจสลาย ในความสัมพันธ์ที่ไม่เรียกกันว่า “คนรัก” จึงดูเข้าท่าเข้าทีสำหรับเรื่องของสองคนนี้

ด้วยทัศนะคติทางความรักที่ก็มีมิติไม่น้อยไปกว่าประเด็นทางสังคม เรื่องที่น่าคิดต่อเห็นจะเป็นปมประเด็นทางจิตใจ และรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทิ้งไว้ให้คนอ่านได้ถามกลับมายังตัวเองว่า “ความสัมพันธ์แบบไหนนะที่เรากำลังตามหา”